ผู้ผลิตไก่ฟันธงปีหน้าราคาพุ่งจากความต้องการสูง
นายอนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกสินค้าไก่มีแนวโน้มที่ต้องรับซื้อวัตถุดิบไก่ในราคาที่สูงขึ้น โดยราคาไก่เป็นเฉลี่ยปี 2553 อยู่ที่กิโลกรัมละ 35-42 บาท และคาดว่าในปี 2554 จะอยู่ที่ 40-45 บาท จึงเชื่อว่าเกษตรกรน่าจะพอใจราคาดังกล่าวเพราะต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 37-38 บาท และราคาไก่ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมีสาเหตุจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวโพด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาส่งออกสินค้าไก่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย และราคาส่งออกสินค้าไก้ปรุงสุกปีนี้อยู่ที่ตันละ 4,000-4,500 ดอลลาร์ และสินค้าปรุงสุกบางรายการมีราคาสูงถึงตันละ 5,000 ดอลลาร์ โดยในปีหน้าคาดว่าราคาสินค้าไก่ปรุงสุกน่าจะเพิ่มขึ้นตันละ 300-500 ดอลลาร์
นายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาไก่ในปีหน้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาจากราคาวัตถุดิบไก่สูงขึ้นและความต้องการสินค้าไก่ปรุงสุกของไทยในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มดี โดยหลังจากที่ไทยมีปัญหาไข้หวัดนกระบาดรุนแรงเมื่อ 6-7 ปี ที่ผ่านมาก็ได้มีระบบป้องกันการระบาดที่ดีขึ้น ซึ่งได้สร้างฐานการผลิตไก่ปรุงสุกขึ้นมาอย่างถาวรและมีมาตรฐานส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกไก่ปรุงสุกมากที่สุดในโลก และทำให้ไทยเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเองได้ โดยผู้นำเข้าเริ่มเห็นว่าการนำเข้าไก่ปรุงสุกมีความสะดวกมากกว่านำเข้าวัตถุดิบไปแปรรูปเองจึงถือว่าสินค้าไก่แปรรูปของไทยติดตลาดแล้ว
ทั้งนี้ ในปีหน้าสหภาพยุโรป (อียู) จะมาตรวจสอบการควบคุมโรคระบาดไก่ในไทย ซึ่งหากอียูพอใจมาตรฐานการควบคุมโรคของไทยเชื่อว่าจะทำให้ไทยส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยุโรปได้ และจะนำเข้าไก่สดแช่แข็งของไทยอีกครั้งหลังจากที่อียูมีประกาศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยถึงปี 2555 โดยจะทำให้ความต้องการสินค้าไก่ของไทยในตลาดอียูเพิ่มมากขึ้น
นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมป์ กล่าวว่า การส่งออกไก่ในช่วงต้นปี 2553 ทำได้น้อยมาก ทำให้คาดกันว่าสถานการณ์ในปีนี้จะไม่ดีนัก จนกระทั่งถึงกลางปีเมื่อสภาพเศรษฐกิจของโลกเริ่มดี ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อมากขึ้นจนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 10 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีการส่งออกได้ 3.9 แสนตัน ถือว่าดีเกินที่คาดไว้
อย่างไรก็ตามช่วงกลางปีไทยมีปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้มูลค่าการส่งออกไม่ดีนัก โดยในขณะนี้สินค้าไก่อยู่ระหว่างเร่งส่งออกเพื่อให้ทันกับเทศกาลช่วงสิ้นปี สินค้าทั้งหมดจะต้องดำเนินการส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นผู้นำเข้าจะเริ่มหยุดกิจการเพื่อเข้าร่วมเทศกาลปีใหม่ ระหว่างเดือน ม.ค.- ก.พ. ทุกปีผู้นำเข้าจะเจรจาเพื่อสั่งซื้อสินค้าล๊อตใหม่เพื่อให้ส่งมอบช่วงเดือนมี.ค. เป็นต้นไป ส่วนใหญ่ในช่วงต้นปีการส่งมอบจะมีน้อย แต่การเจรจาจะทำใหผู้ส่งออกสามารถทราบแนวโน้มการต่อรองราคาไก่ในปีหน้าได้
โดยคาดว่าในปี 2554 ผู้นำเข้าจะกดราคาให้ต่กลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่คาดว่าสภานการณ์ในไอซ์แลนด์จะรุกลามไปยังประเทศอื้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้หลายประเทศหันไปใช้ไบโอดีเซลกันมากขึ้น ซึ่งจะดึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ส่งออกต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ไทยยังมีปัญหาเงินบาท ที่คาดว่าจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
“ในปีหน้าการแข่งขันไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเนื่องจากตลาดยังมีความต้องการมาก โดยเฉพาะสินค้าไก่แปรรูปที่มีมูลค่าสูง แต่ปัญหาที่ต้องระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์คือค่าเงินบาท และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพง จะส่งผลให้การส่งออกทำได้ลำบาก การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นเวลานานคงทำได้ยากเพราะเสี่ยงต่อค่าเงิน ทุกบริษัทจึงต้องวางแผนและปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกัน “ นางฉวีวรรณ กล่าว
นางฉวีวรรณ กล่าวว่าจากความต้องการไก่ในตลาดโลกที่ยังมีมากอย่างต่อเนื่องนั้นจะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของไทยในปีหน้าเพิ่มมากขึ้น โดยความเชื่อมั่นในคูรภาพและมาตรฐานการเลี้ยงที่ไทยเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกจะเป็นจุดแข็งที่ผู้นำเข้าจะหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น แม้ตลาดอียู และญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ใช้อุปสรรคที่สำคัญเนื่องวจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ของไทยมีการปรับปรุงไปมาก แลบะคาดว่าจะสามารถรองรับกฏระเบียนบที่จะมีขึ้นในอนาคตได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ในปี 54 ที่อียิปต์ และอียูจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบโรงงานไก่ของไทยเพื่อพิจารณาให้สามารถส่งออกไก่สดแช่แข็งได้ หากได้รับความเห็นชอบจะส่งผลให้การส่งออกไก่ของไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ในตลาดอียูไทยส่งออกไก่แปรรูปเต็มโควตาและไม่สามารถขยายได้ ส่วนโควตาไก่สดแช่แข็งยังไม่เคยใช้เลย ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าอัตราการส่งออกจะไม่มากนักประมาณ 30 % ของปริมาณที่เคยส่งออกไก่สดแช่แข็งได้ก่อนเกิดไข้หวัดนกระบาดประมาณ 4.6 แสนตัน